จีนที่เห็น
   เห็นมาก็ว่าไป
   ญี่ปุ่นที่เห็น
   คูเวตที่เห็น
   จอร์แดนที่เห็น
ํ   อินโดนีเซียที่เห็น
  รัสเซียที่เห็น
  ดูไบที่เห็น
 
  
   
   




 

 



 

คูเวตที่เห็น

               สวัสดีครับ คอลัมน์เห็นมาก็ว่าไป คราวนี้ขอพาทุกท่านไปยังตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลอย่างมากกับความเป็นอยู่ของชาวโลก เนื่องจากเป็นผู้ผลิตน้ำมันกลุ่มใหญ่ของโลก จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าจะหยุดทำความเดือดร้อนต่อการครองชีพ กระทบกันไปทั้งโลก มีการประท้วงกันในหลายประเทศ อย่างที่เขียนไว้คราวที่แล้ว เราเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ทุกคนต้องกินเพื่อดำรงชีพ ก็ควรจะต้องหาทางกำหนดเกมนี้ให้ได้

                ประเทศที่จะไปคราวนี้ คือ ประเทศคูเวต คิดว่าหลายท่านยังไม่เคยไป ไปคราวนี้ ผมไป ROAD SHOW เกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยนโยบายของอธิบดี คณิสสร นาวานุเคราะห์ (SHI 28) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นหน่วยงานราชการไทยที่นำผู้ประกอบการไทยมาฝึกอบรมให้มีความรู้ในเรื่องของธุรกิจ แฟรนไชส์ จะได้เป็นแฟรนไชส์ที่ดีมีคุณภาพ ธุรกิจเติบโตได้อย่างเร็วขึ้น ไม่หลอกลวงประชาชน ปัจจุบันอบรมแล้ว 9 รุ่น จากนั้นใครมีศักยภาพก็จะพาไปต่างประเทศ มีแฟรนไชส์ไทยหลายกิจการที่สามารถเกิดและเติบโตได้ในต่างประเทศ


 

                การไปคูเวตคราวนี้ เป็นวาระโอกาสพิเศษครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-คูเวต มีการจัดงานฉลองใหญ่พอประมาณ โดยเอกอัครราชทูต ดุสิต จันตะเสน และ ทันตแพทย์หญิง วิไลวรรณ จันตะเสน ภริยา งานนี้Sheikha Feryal Duej Al-Salman Al-Sabah ภริยารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของคูเวตให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ยังมีภริยาท่านทูต จากหลายประเทศเข้าร่วมงานด้วย ภายในงานมีการแสดงของไทย การออกร้านของหลายๆหน่วยงาน อาทิ การบินไทย ร้านอาหารไทย ผลิตภัณฑ์พื้นเมืองไทย ฯลฯ นับได้ว่างานนี้เป็นการประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้คนในคูเวตรู้จักดีขึ้น ท่านทูตดุสิต และ ภริยาได้รับรองคณะฯ เป็นอย่างดี ผมก็อาศัยทานอาหารที่บ้านท่านหลายมื้อ ท่านทูตนั้นเป็นห่วงเป็นใยนักธุรกิจไทย อยากให้เข้ามาดำเนินธุรกิจในคูเวต นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเป็นธุระในการนัดพบให้ผู้ที่สนใจจะซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ได้พบปะกัน หลังจากที่ผมได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว ทันตแพทย์หญิง วิไลวรรณ ได้กรุณาเป็นธุระติดต่อนักธุรกิจให้ผมอยู่ ผมจึงขอขอบคุณท่านทั้งสองมา ณ ที่นี้ด้วย

 

 

                    ประเทศคูเวตเป็นประเทศไม่ใหญ่ มีเนื้อที่ 17,818 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 2.6 ล้านคน เมืองหลวง ชื่อ คูเวตซิตี้ ผู้คนจะมีรูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายด้วยชุดสีขาว มีผ้าโพกหัว ผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดสีดำ คลุมหน้าเวลาออกนอกบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ชายจะดูดีและฉลาดมาก ภาษาอังกฤษดี ส่วนใหญ่เรียนจบจากต่างประเทศ การสื่อสารในคูเวตทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ คนทำงานระดับบริหารส่วนใหญ่จะเป็นคนอาหรับ อาทิ อียิปต์ ภาคบริการจะเป็นภาคที่มีชาวเอเชียเข้ามาทำงานกันมาก ทั้งนี้รวมชาวไทยด้วย สำหรับชาวคูเวตนั้นส่วนใหญ่จะดูแลในส่วนบริหารกับนโยบายเป็นหลัก ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ ค่าครองชีพค่อนข้างสูง ผู้คนจะเดินทางกันโดยรถยนต์ หรือใช้บริการรถแท็กซี่ ไม่เห็นมีรถประจำทาง รถยนต์ทีนี่จะมี่แต่ยี่ห้อแพงๆ เครื่องแรงๆ วิ่งกันโดยใช้ความเร็วค่อนข้างมากหากถนนโล่ง รถยนต์คันไหนที่ชาวคูเวตเป็นผู้ขับเอง ตำรวจจะไม่ค่อยยุ่ง ราคาน้ำมันในขณะที่ผมอยู่ที่นั่นลิตรละ 7 บาทกว่า น่าอิจฉานะครับ อากาศที่นี่หน้าร้อนจะร้อนแห้งตามประสาเมืองทะเลทราย ผู้คนส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องแอร์กันหมด หน้าหนาวเห็นว่าหนาวพอสมควร แต่ผมยังไม่เคยสัมผัสเลยเล่าไม่ถูก

               ภาพรวมของการจับคู่ธุรกิจนั้นจะมีการเจรจากับสภาหอการค้าคูเวตค่อนข้างเป็นทางการ ชาวคูเวตจะไม่ค่อยเป็นผู้เจรจาเอง แต่จะให้ลูกน้องในฝ่ายบริหารที่เป็นชาวอาหรับชาติอื่นๆ มาเจรจาให้ก่อน หากสนใจจึงจะมีโอกาสได้เจอเจ้าของกิจการ เที่ยงนี้ก็มีผู้บริหารของบริษัทที่ผลิตมันฝรั่งแผ่นที่ใหญ่ที่สุดในคูเวตมาพบผม คุยกันได้สักครู่ก็พาไปพบเจ้าของ ชาวคูเวตเป็นชาติที่ให้การต้อนรับดีมาก เวลาไปเยี่ยมชมกิจการอะไรเจ้าของก็จะมารับส่งถึงประตูบริษัท บรรยากาศการเจรจาการค้าก็จะคุยกันเป็นการเป็นงาน ไม่ค่อยคุยไปหัวเราะไปเหมือนชาวเอเชียโดยเฉพาะชาวไทยอย่างมากก็แค่ยิ้ม อาหารการกินที่นี่ก็มีหลากหลาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็น แฟรนไชส์มาจากอเมริกาและยุโรป นอกจากอาหารแล้ว ธุรกิจอื่นที่อยู่ในภาคการบริการ ก็สดใสอย่างเช่น สปา ซาลอนของผู้หญิง เพราะคนมีเงินมากก็อยากจะหาทางใช้เงินไปในเรื่องของความสะดวกสบายของตัวเอง ยกตัวอย่าง โรงพยาบาล ROYALE HAYAT ที่คณะแวะไปเยี่ยมชมครั้งนี้เป็นโรงพยาบาลสำหรับการคลอดบุตรเพียงอย่างเดียว หรูหราเหมือนโรงแรมห้าดาวมากกว่า ค่าคลอดบุตรก็ตั้งแต่หลักหลักแสนถึงหลายๆ แสน ที่นี่นำเอาการบริการและบรรยากาศจากไทยเข้าไปไว้ค่อนข้างมาก มีพนักงานตีขิม บริเวณล็อบบี้จะมีกลิ่นที่เป็นกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมของไทย มี สปา ยกทั้งคอนเซ็ปต์มาจาก โรงแรม BANYAN TREE มีชาวไทยเป็นพนักงานบริการหลายคน คุยแล้วทุกคนก็มีความสุข มีรายได้ดี นี่คือจุดแข็งของไทยในเรื่องของ  Hospitality ที่คนอื่นเห็นนานแล้ว และเราต้องดึงออกมาและนำไปต่อยอดให้ได้ นี่ก็เป็นมุมมองของผมกับการไปประเทศคูเวตในคราวนี้ พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดีครับ

 

โตสิต วิสาลเสสถ์

 

 




Copy Right © 2007 Kinduem Tosit Co., Ltd.