สวัสดีครับ จากการที่ได้เดินทางไปหลาย ๆ ประเทศในระยะ 2 ปีนี้ ก็จะเขียนถึงสิ่งที่ได้ไปเห็นมามาจากการเดินทาง เนื่องด้วยธุรกิจที่ตัวเองทำ กับประสบการณ์ที่เคยเป็นหัวหน้าทัวร์ ทั้งในและต่างประเทศ โดยได้เดินทางค่อนข้างเยอะเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนี้ก็เริ่มเดินทางอีกครั้ง เพื่อทำงานดูตลาด หาโอกาสที่จะดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ อย่างที่ทราบกันว่า อาหารไทยเป็นที่ Poppular มากในโลก ความนิยมน่าจะอยู่ที่ Top 4 ในขณะนี้ ก็เป็นโอกาสนะครับ รวมถึงผลิตผลทางการเกษตรด้วย ที่ขณะนี้ข้าวมีราคาสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการมีมาก คนนิยมหันมากินข้าวกันมากขึ้น ข้าวที่ Premiem คือ ข้าวไทย และยิ่งไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก ก็น่าจะมีแนวทางในการควบคุมวางกลยุทธ์ที่จะดูแลให้ดีขึ้น
ขออนุญาตกลับเข้าเรื่องที่จะนำเสนอคราวนี้ คือ ญี่ปุ่นที่เห็น มีโอกาสกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากที่ได้ไปหลายครั้งเมื่อตอนทำทัวร์ เที่ยวนี้ร่วมเดินทางไปกับกระทรวงพาณิชย์ โดยมีกรมส่งเสริมการส่งออก
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเจโทร ร่วมมือกันนำนักธุรกิจไทยไปทำ Business Matching กับนักธุรกิจญี่ปุ่นที่สนใจธุรกิจไทย ทั้งอาหารไทย สปาไทย โรงเรียนภาษา ธุรกิจบริการ ฯลฯ โดยจัดที่กรุงโตเกียว เป็นทางการพอสมควร ซึ่งไทยมีประมาณสิบธุรกิจที่ตั้งใจไปเจรจา และอีกสิบกว่าธุรกิจที่ไป Observe ซึ่งญี่ปุ่นมาเต็มห้องประชุม ก็ร่วม 50-60 คน ผลการเจรจาทั้งร่วมทุน ซื้อแฟรนไชส์ ก็แล้วแต่กิจการล่ะครับ แต่เท่าที่รวบรวมข้อมูลมา คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมทำธุรกิจแบบ Joint Venture ซึ่งจะใช้เวลาศึกษาค่อนข้างนาน แต่พอตัดสินใจแล้วจะทำงานอย่างรวดเร็ว และไม่เปลี่ยนใจ จะคบกันนาน นอกจากนี้ยังมีโอกาสไปดูงาน Franchise Exhibition และ Japan Foodex ที่เป็นงานแสดงสินค้าด้านอาหาร ทั้งของญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยของเรา งานยิ่งใหญ่มาก เดิน 3 วันน่าจะทั่ว
ขอพูดถึงญี่ปุ่นในแง่มุมอื่น ๆ บ้าง นี่เฉพาะที่โตเกียวในมุมมองของผมนะครับ คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีความตั้งใจสูงมากในสิ่งที่ทำ จะไม่เล่นไม่ขำ อาจเป็นเพราะนิสัยที่เป็นนักสู้มาก่อน ญี่ปุ่นน่าจะเป็นชาติเดียวในเอเชียที่คนออกนอกประเทศเพื่อจะเอาชนะและครอบครอง จะเห็นได้จากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่บุกผ่านไทยไปพม่าและอินเดีย ที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษทั้งคู่ หรือแม้กระทั่งเครื่องบินพลีชีพ กามิกาเซ่ ที่ถล่มเพิร์ลฮาเบอร์ของอเมริกา จากบรรดาเหล่านักรบบูชิโดที่ยอมตายแต่ไม่ยอมแพ้ แต่สุดท้ายญี่ปุ่นก็แพ้สงครามจนได้ จากระเบิดปรมาณู 2 ลูก ที่อเมริกาถล่มใส่ฮิโรชิมา และนางาซากิ จากนั้นญี่ปุ่นก็โดนกดไม่ให้มีกองกำลังทหาร ความคับแค้นใจเหล่านี้คง จะระเบิดออกมาในเรื่องของเศรษฐกิจการค้า ความตั้งใจที่จะเอาชนะโลกยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีบทบาทอย่างมากในโลกเสรีทางการค้าเช่นทุกวันนี้
ไปญี่ปุ่นเที่ยวนี้เวลาไม่มากแต่อยากรู้เยอะๆ ก็เลยต้องติดต่อนักเรียนไทยที่ไปเรียนอยู่ที่โน่น มีหลายคนนะครับ ข้อมูลเพียบ ถามอะไรก็ตอบได้ทุกอย่าง ที่สำคัญน้องยังพาเราไปกินอาหารอร่อยๆ ที่มีชื่อเสียงสำหรับคนท้องถิ่นด้วย น้องอัยย์ นักเรียนไทยคนนี้จบอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกญี่ปุ่น ได้ทุนมาเรียนต่อปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยในโตเกียว ภาษาญี่ปุ่นน้องดีมาก เพราะเรียนที่นี่ตั้งแต่มัธยม น้องอัยย์พาไปหลายที่ ทั้ง 5 แยก Shibuya ที่มีคนเดินข้ามเยอะที่สุดในโลก ไปถนนคนเดินวันอาทิตย์ที่นี่ให้เด็กๆ ได้แสดงออกโดยเฉพาะด้านดนตรี จะมี Fan Club ของตัวเองมานั่งรอฟังทีเดียว ตั้งใจเล่น ขอบอกว่าเพราะมาก ศิลปินที่นี่ไม่ได้ขอเงินนะครับ บางคนเล่นให้ฟังเฉยๆ แต่หลายคนก็ทำผลงานออกมาเป็น CD ให้คนฟังซื้อได้ ข้างๆ สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น ยังมีแหล่งช็อปปิ้งสินค้าชั้นดีที่เหล่านักศึกษานำของตัวเองมาขาย เนื่องจากที่นี่มีข้อจำกัดมากเรื่องพื้นที่ ฉะนั้นก่อนจะซื้ออะไรใหม่ๆ เข้ามาตู้เสื้อผ้าก็ต้องหาทางระบายของเก่า เมื่อก่อนอาจจะทิ้ง แต่เดี๋ยวนี้เด็กวัยรุ่นเอาของเก่าตัวเองมาแบกะดิน ให้คนที่สนใจเลือกซื้อหาได้ เสื้อผ้าเก่าของที่นี่ยังไม่เก่าเลย บางชิ้นดูแล้วสภาพ 80-90% ทีเดียว น้องๆ คนขายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ดูรู้เลยว่าเป็นเสื้อผ้าตัวเองดูจากเสื้อผ้าที่ใส่กับที่วางขายอยู่
ถัดจากถนนคนเดินก็ไปไหว้พระขอพรที่วัดเมจิ เป็นวัดเก่าแก่ประจำราชวงศ์ของญี่ปุ่น และ HARAJUKU ที่เด็กๆ นักเรียนมัธยมแต่งตัวแสดงออกกันอย่างเต็มที่
ที่คนญี่ปุ่นมีระบบระเบียบวินัยตรงต่อเวลา รู้จักวางแผน ผมว่าเรื่องของการคมนาคม โดยเฉพาะการเดินทางโดยรถไฟน่าจะเป็นการสอนที่ดี ซึมซับกันตั้งแต่เด็ก ที่โตเกียวและเมืองใหญ่ๆ ข้างบนดินดูเหมือนคนไม่เยอะ แต่ลงไปใต้ดินคนจะเยอะมากๆ เนื่องด้วยการจราจร ทางรถไฟใต้ดินทำให้พื้นที่ใต้ดินของโตเกียวถูกนำมาใช้ประโยชน์ รถที่นี่ถ้าดูจากแผนผังการเดินรถแล้วจะยิ่งใหญ่วุ่นวายมาก แต่ถ้าเราเข้าใจและเดินทางอยู่เรื่อยๆ จะสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ แถมยังปลอดภัยอีกด้วย คนจะเดินทางไปไหนต้องมีการวางแผนไว้ก่อน คนที่นี่เดินไม่สนใจใครเลยนะครับ ส่วนใหญ่เดินทางคนเดียว ขึ้นลงบันไดเลื่อนต้องชิดซ้าย ทางขวามีไว้สำหรับคนที่รีบร้อน หากเราหลงไปยืนทางขวามีสิทธิ์โดนชนได้โดยไม่รู้ตัว รถไฟที่นี่จะไปจะมามีเวลาบอกไว้ชัดเจน ว่าขบวนต่อไปอีกกี่นาทีมาถึง จากสถานีนี้ไปสถานีนั้นใช้เวลากี่นาที
คนที่นี่ทำงานหนัก ดึกๆ สามสี่ทุ่มยังเห็นไปสำนักงานเปิดกันอยู่เลย สี่ห้าทุ่ม ยังเห็นคนทำงานแวะกินข้าวร้านข้างทางก่อนกลับบ้าน ส่วนใหญ่ร้านข้าวที่นี่จะเป็นแบบ Vending Machine หรือตู้หยอดเหรียญ ต้องการกินอะไรก็กดแล้วหยอดเหรียญตามราคาที่กำหนดไว้ แล้วเอาสลิปไปให้เจ้าหน้าที่เพื่อปรุงอาหารตามที่เราจ่ายเงินไว้ ก็สะดวกไปอีกอย่าง แต่ก็ทำให้คนคุยกันน้อยลง คนญี่ปุ่นไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้า แต่เวลานัดเพื่อนเจอกันแล้วก็จะคุยเล่นกันเต็มที่ เสร็จแล้วก็ต่างแยกย้ายกันกลับ ไม่ค่อยเห็นที่เป็นแฟนกันแล้วผู้ชายจะไปส่งผู้หญิงกลับบ้าน อาจจะเนื่องจากเวลามีค่าหรือที่นี่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายจีบผู้ชายก็ได้ ตัวอย่างวันวาเลนไทน์ ผู้หญิงเป็นฝ่ายให้ช็อคโกแล็ตผู้ชายก่อน ส่วนผู้ชายถ้าชอบกลับ ก็จะมีวันที่ 14 มีนาของทุกปี หรือที่เรียกว่า White Day จะมอบของกลับให้ฝ่ายหญิง ดีเหมือนกันผู้หญิงที่นี่ จะได้ไม่ต้องรอให้ผู้ชายมาจีบเหมือนบ้านเรา คิดแล้วก็น่าอิจฉาผู้ชายญี่ปุ่น แต่คิดอีกทีถ้าไม่มีใครเอาอะไรมาให้เราในวันวาเลนไทน์ จะทำไงดีหว่า คงเสีย Self น่าดู
ก็ขอจบบทความ ญี่ปุ่นที่เห็น ไว้ตรงนี้นะครับ เขียนอะไรต่อได้อีกเยอะแยะ แต่เอาเท่านี้ดีกว่า จะได้ดูรูปประกอบได้ด้วย ก็เป็นมุมมองเท่าที่ผมเห็นและเจอมานะครับ ไม่ได้มีความรู้หรือค้นคว้าอะไรมากมาย คราวหน้าจะไปที่ไหนอีกก็ติดตามละกัน สวัสดีครับ
 |
|
 |
| บรรยากาศ Presentation แฟรนไชส์ไทย |
|
|
| |
|
| |
|
 |
|
| นักเรียนแสดงออกทางดนตรีอย่างเต็มที่ |
|
|
| น้องอัยย์กับน้องยี้กับโต๊ะเจรจาธุรกิจ |
|
|